วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

กรมอนามัย เผยคนไทยเมินอ่านฉลากก่อนซื้อแปรงสีฟัน หวั่นกระทบต่อสุขภาพช่องปาก

กรมอนามัย เผยคนไทยเมินอ่านฉลากก่อนซื้อแปรงสีฟัน หวั่นกระทบต่อสุขภาพช่องปาก



กรมอนามัย เผยคนไทยเมินอ่านฉลากก่อนซื้อแปรงสีฟัน หวั่นกระทบต่อสุขภาพช่องปาก

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยคนไทย ร้อยละ 57 ไม่อ่านข้อมูลในฉลากแปรงสีฟันก่อนตัดสินใจซื้อ หวั่นได้แปรงสีฟันที่ไม่เหมาะกับสุขภาพช่องปาก แนะอ่านฉลากทุกครั้ง จะช่วยให้ได้แปรงสีฟันที่มีคุณภาพ
ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงการเลือกซื้อแปรงสีฟันให้เหมาะกับสุขภาพช่องปากว่า พฤติกรรมในการแปรงฟันของประชาชนส่วนใหญ่พบว่า ร้อยละ 98 แปรงฟันตอนเช้า แปรงก่อนนอนร้อยละ 78 ซึ่งจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่หลังอาหารกลางวัน พบว่ามีการแปรงฟันน้อยมากไม่ถึงร้อยละ 10 และจากผลการสำรวจพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากของคนไทยในปี 2554 จำนวน 3,391 คน พบว่ากลุ่มตัวอย่างเลือกใช้แปรงสีฟันขนนุ่มหรือนุ่มพิเศษ ร้อยละ 52 เลือกใช้ขนนุ่มปานกลาง ร้อยละ 41 และเลือกใช้ขนแปรงแข็ง ร้อยละ 6 นอกจากนี้ยังพบว่า ไม่เคยอ่านข้อมูลในฉลากแปรงสีฟัน ร้อยละ 57 ทั้งๆ ที่แปรงสีฟันเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกประกาศให้แปรงสีฟันทุกยี่ห้อทุกรุ่น ต้องระบุข้อมูลให้เพียงพอต่อการเลือกซื้อแปรงสีฟันของประชาชน คือ 1) ความอ่อนแข็งของขนแปรง 2) ลักษณะปลายขนแปรง เช่น ปลายมน ปลายเรียวแหลม 3) วัสดุที่ใช้ทำขนแปรงและด้ามแปรง 4) วิธีใช้ ข้อแนะนำ และ 5) แปรงสีฟันเด็กต้องระบุ กลุ่มอายุที่เหมาะสมบนฉลากด้วย เช่น ต่ำกว่า 3 ปี 3-6 ปี 6-12 ปี เป็นต้น



วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เทรนออกกำลังกายปี 2558

ช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ คนไทยลุกขึ้นมาออกกำลังกายกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายที่บ้าน ที่ฟิตเนส หรือเปิดวิดีโอเต้นตาม ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก และเชื่อว่าการออกกำลังกายและเล่นกีฬาก็ยังจะได้รับความนิยมไปตลอดปี 2558 ซึ่งกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ไปสอบถามเยาวชนรวมทั้งติดตามกระแสการกีฬาต่าง ๆ ก่อนจะสรุปเทรนด์ฮิตการออกกำลังกายในปี 2558 มาให้รู้กัน ลองไปดูว่าในปี 2558 จะมีการออกกำลังกายแบบไหนได้รับความนิยมบ้าง          
             1. เล่นฟุตบอล กีฬายอดนิยมที่คนกลับมาเล่นกันมากขึ้น หลังจากทีมชาติไทยได้แชมป์อาเซียน 

           2. วอลเลย์บอล เป็นกีฬาที่เพศหญิงนิยมเล่นกันมากขึ้น ขณะที่คนไทยก็ติดตามและตอบรับการแข่งขันวอลเลย์บอลเป็นอย่างมาก

           3. เดินช้า เป็นกีฬาเบา ๆ ใช้อุปกรณ์น้อย เหมาะกับผู้สูงอายุ

           4. วิ่ง ทั้งวิ่งช้าและวิ่งเร็ว เพราะปัจจุบันมีการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการวิ่งมากมาย หลายรูปแบบ และจะเห็นว่าในกิจกรรมแต่ละครั้ง ก็มีคนเข้าร่วมจำนวนมากขึ้น

           5. ปั่นจักรยาน กำลังฮอตฮิตเป็นเทรนด์ใหม่ของคนเมืองเลย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น

           6. เล่นโยคะ ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นกิจกรรมเบา ๆ ที่ช่วยยืดเส้นยืดสาย ช่วยเรื่องการยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ

           7. เข้าฟิตเนส ฮิตมาสักพักใหญ่ และยังคงฮิตต่อไปอีกในกลุ่มผู้ชายที่อยากมีกล้ามล่ำ หรือดูฟิตแอนด์เฟิร์ม จะได้เป็นที่สนใจของสาว ๆ ส่วนสาว ๆ ก็ฮิตเข้าฟิตเนส เพราะอยากมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

           8. แอโรบิค สมัยนี้ไม่ใช่แค่การเต้นแอโรบิคประกอบจังหวะเพลงตามสวนสาธารณะ หรือลานกว้างเท่านั้น แต่ยังมีการผสมผสานศิลปะแม่ไม้มวยไทยเข้าไปด้วย 

           9. เต้นบาสโลบ เป็นกิจกรรมเข้าจังหวะที่ไม่ยาก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ และเหมาะกับผู้สูงอายุด้วย

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แปะก๊วย สมุนไพรสรรพคุณทรงคุณค่า บำรุงร่างกายได้ยอดเยี่ยม


     แปะก๊วย หรือที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Ginkgo biloba เป็นสมุนไพรที่มีมาตั้งแต่โบราณ ว่ากันว่าเป็นพืชโบราณที่มีความเป็นมาตั้งแต่ 270 ล้านปีก่อน โดยเจ้าสมุนไพรชนิดนี้มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน และถูกนำมาใช้ในแพทย์แผนจีนติดต่อกันมายาวนานกว่า 5,000 ปี ในอดีต แพทย์แผนจีนจะนิยมนำแปะก๊วยมาใช้ในการบำบัดอาการไอ หืด และภาวะภูมิแพ้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วส่วนที่นิยมนำมาสกัดหรือใช้ในการรักษาโรคมากที่สุดคือส่วนของใบ แต่คนก็นิยมนำเมล็ดของแปะก๊วยมาเป็นส่วนประกอบในอาหารต่าง ๆ มากมาย เช่น ขนมหวาน หรือบะจ่าง โดยเมล็ดแปะก๊วย 100 กรัมมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้
 
           พลังงาน 182 แคลอรี
           โฟเลต 54 ไมโครกรัม
           ไนอะซิน 6 มิลลิกรัม
           กรดแพนโทเทนิก 0.16 มิลลิกรัม
           ริโบฟลาวิน 0.16 มิลลิกรัม
           ไทอามีน 0.22 มิลลิกรัม
           วิตามินเอ 558 ยูนิต
           วิตามินซี 15 มิลลิกรัม
           โพแทสเซียม 510 มิลลิกรัม
           ทองแดง 0.274 มิลลิกรัม
           ธาตุเหล็ก 1 มิลลิกรัม
           แมกนีเซียม 27 มิลลิกรัม
           แมงกานีส 0.113 มิลลิกรัม
           ฟอสฟอรัส 124 มิลลิกรัม
           สังกะสี 0.34 มิลลิกรัม
 แปะก๊วย สรรพคุณล้ำเลิศ ประโยชน์ดี ๆ ทั้งในเมล็ดและใบ
 
          ด้วยสรรพคุณและประโยชน์อันมากมายที่มีอยู่ในตัวของเมล็ดแปะก๊วย และใบแปะก๊วย จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นแปะก๊วยถูกแปลงร่างมาเป็นทั้งของกินและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ แต่ว่าสรรพคุณของแปะก๊วยที่โดดเด่นมีอะไรบ้าง ลองไปดูกันเลยค่ะ
 
 ลดระดับคอเลสเตอรอล
 
          เมล็ดแปะก๊วยมีสรรพคุณในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรล โดยการศึกษาในปี 2008 จาก Food Research International พบว่าไขมันที่สามารถละลายน้ำได้ที่อยู่ในเมล็ดแปะก๊วย มีส่วนสำคัญในการลดระดับคอเลสเตอรอลในตับ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยในการป้องกันโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจได้อีกด้วย
 
 ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
 
          เมล็ดแปะก๊วยเป็นแหล่งสะสมของสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อร่างกาย ป้องกันการถูกทำลายของเซลล์ในร่างกายจากสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งเกือบทุกชนิด ถึงแม้ว่าจะนำเมล็ดแปะก๊วยไปปรุงจนสุกแล้วก็ยังคงมีสารต้านอนุมูลอิสระเหลืออยู่ถึง 60% ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับอาหารชนิดอื่น ๆ


วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เรื่อง หมึกๆ


อาหารทะเล เขาว่ามีคอเลสเตอรอลสูง โดยเฉพาะ "หมึก" แต่ถ้าใครชอบทานซีฟู้ดเป็นประจำ ก็ต้องระวังเรื่องสารพิษตกค้างที่แฝงมากับความอร่อยด้วยนะ


          หนึ่งในอาหารทะเลที่คนนิยมทานก็คือ "หมึก" นี่ล่ะ เพราะเนื้อกรุบ ๆ กรอบ ๆ แสนอร่อย ทำให้อดใจไม่ไหว แม้จะรู้ดีว่าเจ้าหมึกชิ้นอร่อยเป็นแหล่งอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงปรี๊ด งานนี้เหล่าคนชอบทานหมึกเลยสงสัยขึ้นมาว่า ถ้าทานหมึกบ่อย ๆ นอกจากต้องคอยระวังเรื่องคอเลสเตอรอลแล้ว ยังมีผลอื่น ๆ ต่อสุขภาพอีกหรือเปล่า ซึ่ง นพ.ฉัตรชัย อิ่มอารมณ์ ขออธิบายเรื่องนี้ให้ฟังในนิตยสาร Happy+ ค่ะ ว่า

          ก่อนอื่นต้องรู้ว่า "หมึก" มีสารอาหารอะไรบ้าง โดยหมึกสดน้ำหนักประมาณ 28 กรัม ให้พลังงาน 28 กิโลแคลอรี (ร่างกายคนเราต้องการประมาณ 1,500-1,200 กิโลแคลอรีต่อวัน) มีไขมันน้อยมาก (แทบจะเป็น 0 กรัมเลยทีเดียว) แต่มีคอเลสเตอรอลสูงมาก นั่นคือ 66 มิลลิกรัม (ร่างกายเราต้องการไม่เกิน 300 มิลลิกรัม) มีโปรตีน 4 กรัม (พอ ๆ กับนมสดขวดเล็ก 1 ขวด) อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากข้อมูลทางโภชนาการแล้วก็ไม่พบว่าหมึกจะมีอะไรน่าเป็นห่วงนอกจากคอเลสเตอรอล แต่ยังมีอย่างอื่นที่ซ่อนอยู่กับหมึกหรืออาหารทะเลเหล่านี้ครับ

          สิ่งที่ซ่อนอยู่ในหมึกพวกนี้ก็คือการปนเปื้อนของโลหะหนักนั่นเองครับ โดยเฉพาะแคดเมียม ซึ่งหากร่างกายได้รับแคดเมียมในปริมาณต่ำ ๆ จะไปสะสมในไต เช่นเดียวกับโลหะหนักอีกหลายชนิด แต่ถ้ามากเกินไป ในระยะยาวอาจทำให้เกิดโรคกระดูกโปร่ง กระดูกพรุน

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558

นอนไม่หลับทำไงดี



       นอนไม่หลับทำไงดี มีกระแสที่บอกว่า ลองนอนเอาเท้าออกนอกผ้าห่มสิ วิธีนี้ช่วยให้นอนหลับสบายขึ้นได้


        ไม่ว่าใครก็คงอยากนอนหลับให้สบายตลอดทั้งคืน แต่บางทีก็เจอปัญหานอนไม่หลับบ้าง หลับยากบ้างหรือสะดุ้งตื่นกลางดึกจนนอนไม่พอสักวัน เอาล่ะมาจบปัญหาการนอนไม่หลับหรือนอนหลับไม่สบายกันดีกว่าด้วยวิธีง่ายๆเลย แค่นอนเอาเท้าออกนอกผ้าห่มเท่านั้น 

        วิธีนอนเอาเท้าออกจากผ้าห่มอาจเป็นเคล็ดลับช่วยให้นอนหลับสบายของใครหลายคนมานานแล้วแต่เคยข้องใจกันบ้างไหมว่าทำไมแค่แหย่เท้าออกจากผ้าห่มขณะนอนหลับก็ช่วยให้หลับสบายขึ้นได้ง่ายๆคำตอบก็คือกลไกการนอนหลับของเราเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิในร่างกายซึ่งโดยปกติร่างกายจะลดระดับอุณหภูมิลงประมาณ 2-3 องศาเซลเซียสเพื่อให้ร่างกายอยู่ในจุดที่สบายเปิดโอกาสให้ความง่วงงุนเริ่มครอบงำและจะลดระดับอุณหภูมิลงต่อไปอีกนิด เมื่อถึงช่วงการนอนหลับลึก ซึ่งนี่ล่ะค่ะคือเหตุผลที่ทำให้การนอนหลับเอาเท้าออกนอกผ้าห่มช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นเนื่องจากเท้าก็เป็นอวัยวะหนึ่งที่ช่วยระบายความร้อนจากร่างกายได้ดีเลยทีเดียวและนอกจากฝ่าเท้าจะเป็นอวัยวะไร้ขนที่ช่วยระบายความร้อนได้ดีแล้วเท้าของเรายังประกอบไปด้วยหลอดเลือดชนิดพิเศษที่ชื่อว่าหลอดเลือดAVAs(ArteriovenousAnastomosis)ซึ่งเป็นหลอดที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติและมีหน้าที่ส่งกระแสเลือดไปยังเส้นเลือดที่อยู่ใต้ผิวหนังฝ่าเท้าอีกทีคราวนี้พอเรานอนเอาเท้าออกมารับอากาศนอกผ้าห่ม ความเย็นจากอากาศนอกร่มผ้าที่ปะทะกับหลอดเลือดใต้ฝ่าเท้าก็จะทำให้หลอดเลือด AVAs ต้องปรับอุณหภูมิภายในร่างกายใหม่ โดยกระจายเอาความร้อนภายในหลอดเลือดที่มีอยู่ออกมาและเมื่อกระแสเลือดที่ีมีอุณหภูมิลดลงไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างกายก็จะส่งผลให้อุณหภูมิแกนของร่างกายเย็นลงด้วยคราวนี้เราก็นอนหลับได้อย่างสบายมากขึ้นแล้ว

         อย่างไรก็ดี การนอนหลับเอาเท้าออกนอกผ้าห่มอาจจะเหมาะกับคนที่นอนไม่เปิดแอร์มากกว่าเพราะจะช่วยเฉลี่ยอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในจุดที่สบายได้ทว่าหากคุณเป็นคนที่ต้องนอนเปิดแอร์ทั้งคืนอยู่แล้วการนอนเอาเท้าออกนอกผ้าห่มอาจทำให้เป็นหวัดและไม่สบายเอาได้ เพราะเท้าอาจได้รับความเย็นมากจนเกินไปนะคะถ้าอย่างนั้นคืนไหนรู้สึกร้อนแต่ไม่อยากเปลืองแอร์ก็ลองนอนเอาเท้าออกนอกผ้าห่มดู

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สรรพคุณใบเตย 8




      สรรพคุณของใบเตย สมุนไพรไทยที่มีทั้งกลิ่นหอมและประโยชน์ ใบเตยจะช่วยฟื้นฟูสุขภาพในด้านไหนได้บ้าง อยากรู้ต้องอ่าน
     
              ประโยชน์ของใบเตยดูเหมือนจะกินขอบเขตมากไปกว่าแค่ใช้ผสมสีและเพิ่มกลิ่นหอมในอาหารซะแล้ว เพราะจากข้อมูลด้านล่างนี้ ทำให้รู้เลยว่าสรรพคุณของใบเตยก็เด็ดในเรื่องสุขภาพไม่แพ้สมุนไพรรักษาโรคชนิดอื่น ๆ เลย

     บำรุงประสาท แก้อาการอ่อนเพลีย

              ดื่มน้ำใบเตยวันละ 2 แก้ว เช้าและกลางวัน จะช่วยให้อาการอ่อนเพลียที่มีอยู่หายไป เนื่องจากใบเตยมีฤทธิ์บำรุงกำลังและระบบประสาท ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้

     บำรุงหัวใจ ลดความดันโลหิต

              ใบเตยเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการบำรุงหัวใจและหลอดเลือด ฉะนั้นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจึงสามารถต้มน้ำใบเตยไว้ดื่มเช้า- เย็น เพื่อให้ใบเตยช่วยปรับระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้

     รักษาโรคเบาหวาน

              ต้นและรากของใบเตยมีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะและรักษาโรคเบาหวาน เพราะใบเตยมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยนำราก 1 กำมือไปต้มเป็นน้ำดื่มทุกเช้า-เย็น

     รักษาโรคหัด

              อาการโรคหัดและโรคผิวหนังสามารถรักษาได้ด้วยใบเตย เพียงแค่คุณนำใบเตยมาตำพอหยาบ ๆ จากนั้นพอกลงบนผิว ใบเตยจะช่วยล้างพิษ เชื้อโรค และไวรัสที่อยู่บนผิวได้

     บรรเทาโรคข้อและโรครูมาตอยด์

              ใบเตยมีฤทธิ์เย็น มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดของข้อและกระดูก โดยเฉพาะโรครูมาตอยด์ วิธีการใช้ก็แค่นำใบเตยสด 3 ใบมาล้างให้สะอาด จากนั้นสับพอละเอียดแล้วผสมน้ำมันมะพร้าวลงไปเล็กน้อย คนให้เข้ากัน เก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด ใช้เป็นยาทาบรรเทาอาการปวดและอักเสบของข้อ

         นอกจากประโยชน์ใบเตยจะช่วยฟื้นฟูสุขภาพได้แล้ว ใบเตยยังมีสรรพคุณในด้านบำรุงความงามตามนี้ด้วยล่ะ

       รักษารังแค

                นำใบเตยประมาณ 2-5 ใบมาบดให้ละเอียดจนเป็นผงคล้ายแป้ง จากนั้นนำผงใบเตยมานวดศีรษะเป็นประจำจะช่วยลดรังแคได้

       ย้อมผมดำ

                แม้ใบเตยจะมีสีเขียว แต่เมื่อนำมาต้มจนเป็นสีเขียวเข้มแล้วมาผสมกับน้ำลูกยอต้ม คุณจะได้สีย้อมผมสีดำที่คืนความดำเงาให้เส้นผมแบบไม่เสี่ยงต่อสารเคมีแล้วล่ะค่ะ

       บำรุงผิวพรรณผ่องใส
                          จากสรรพคุณทางยาของใบเตยที่ช่วยรักษาโรคผิวหนังได้ ดังนั้นจึงมีการนำใบเตยมาปั่นแล้วพอกบำรุงผิวพรรณให้ผ่องใสได้เหมือนกัน 

    วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

    เตือน มะนาวหยอดตารักษาต้อเนื้อ ไม่จริง ชี้เป็นอันตรายต่อลูกตาโดยตรง


         เพจดัง บันทึกหมอโหด โพสต์แจง กระแสเอามะนาวมาหยอดตา แก้โรคต้อเนื้อ ไม่จริง ซ้ำก่ออันตรายต่อลูกตาโดยตรงอีกด้วย ชี้เหมือนเป็นการหาเหาใส่หัว หาเรื่องใส่ตัวก็ว่าได้ 

         วันที่ 4 กรกฎาคม 2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก บันทึกหมอโหด ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ชาวโลกออนไลน์แห่แชร์ ข้อมูลจากพระรูปหนึ่งที่แนะนำวิธีรักษาโรคต้อเนื้อ โดยการเอาน้ำมะนาวหยอดลูกตานั้น ว่า เป็นเรื่องไม่จริง เนื่องจากลูกตาเป็นอวัยวะที่บอบบางมาก รวมถึงความเป็นกรดด่างด้วย ซึ่งลูกตาปกติควรจะมี pH เป็นกลาง หรืออยู่ประมาณ 7-7.3 ไม่ควรมากหรือน้อยกว่านี้  แต่หากหยอดน้ำมะนาวลงไป และน้ำมะนาวมี pH อยู่ประมาณ 2-3 เท่ากับว่าเป็นการไปเพิ่มความเป็นกรดในลูกตา ถือเป็นอันตรายต่อลูกตาโดยตรงอีกด้วย

    อันตรายจากน้ำอัดลม ระวังให้ดี เบาหวาน-มะเร็ง-โรคหัวใจ

    อันตรายจากน้ำอัดลม ระวังให้ดี เบาหวาน-มะเร็ง-โรคหัวใจ



         น้ำอัดลมเครื่องดื่มสุดซ่า ช่วยแก้กระหาย หารู้ไม่ว่าอันตรายที่แฝงอยู่นั้นมีมากจนควรหยุดดื่มถ้าไม่อยากเจอปัญหาสุขภาพ
           
           จากผลการศึกษาล่าสุดที่ถูกตีพิมพ์ในสารสารทางวิชาการ Circulation เมื่อปลายเดือนมิถุนายนปี 2015 พบว่า น้ำอัดลมนั้นสามารถคร่าชีวิตคนได้มากกว่า 184,000 คนต่อปี โดยในปี 2010 มี ผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานถึง 133,000 คน โรคระบบหลอดเลือดหัวใจอีก 45,000 คน และอีก 6,450 คนที่เหลือเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นผลมาจากการดื่มน้ำอัดลมติดต่อกันเป็นประจำ ขณะที่ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปี และยังมีความเสี่ยงโรคอ้วนสูงอีกด้วย
             
             โดยในการศึกษาได้ทำการรวบรวมผลมาจากผลวิจัยทางด้านอาหารกว่า 62 ผลงาน ในช่วงปี 1980 - 2010 รวมแล้วมีผู้เข้าร่วมในการศึกษาทั้งสิ้นกว่า 611,971 คน จากกว่า 51 ประเทศ พบว่า ประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา มีอัตราการเสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการดื่มน้ำอัดลมสูงที่สุดในโลก โดยประเทศเม็กซิโกอยู่ที่ 405 คน ต่อประชากร 1 ล้านคน หรือตีเป็น 24,000 คน และสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 125 คน ต่อประชากร 1 ล้านคน หรือตีเป็นจำนวน25,000 คน
               
             นอกจากนี้ 3 ใน 4 ของผู้เสียชีวิตอันมีสาเหตุมาจากการดื่มน้ำอัดลมนั้นอยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนา และเป็นอยู่ในกลุ่มที่มีอายุน้อย มากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุอีกด้วย ขณะเดียวกันยังมีการศึกษาอีกมากมายทั่วโลกที่ตอกย้ำให้เห็นว่าการดื่มน้ำอัดลมนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความพิการและเสียชีวิตจากโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคมะเร็งได้

        วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2558

        อาหารเพื่อสุขภาพ เลือกซื้อแบบนี้ ไม่เสียตังค์ฟรี

            เวลาเราเข้าไปเลือกซื้ออาหารทุกวันนี้ แต่ละสโตร์แย่งกันจัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม ซื้อนั่น แถมนี่ แพ็กเกจสวยโดนใจ เรียกว่าทำเอาเราตั้งตัวไม่ทัน หยิบใส่รถเข็นเหมือนคนไร้สติ รู้ตัวอีกทีก็ตอนกลับเข้าบ้านแล้ว เกิดคำถามว่า "ฉันซื้อมาทำไมเนี่ย ?" เพราะเราเลือกซื้อแต่ราคาที่คุ้มค่า จนมองข้ามข้อมูลทางโภชนาการไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น คลับสุขภาพดอทคอมเลยมีเทคนิคการเลือกอาหารที่คุ้มประโยชน์สูงสุดมาฝากกัน

            การอ่านฉลากผลิตภัณฑ์

                          Natural ต้องเลือกชนิดที่เขียนว่า "Natural 100%" หรือ "ไม่ใส่สารกันบูด" และทางที่ดีควรดูส่วนผสมจริง ๆ ด้วยว่าธรรมชาติ 100% หรือเปล่า

                          โฮลเกรน หรือ ธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือขัดสีน้อยที่สุด โดยยังคงมีส่วนประกอบสำคัญอยู่อย่างครบถ้วน ทั้งเยื่อหุ้มเมล็ด เนื้อเมล็ด และจมูกข้าว เพื่อให้ได้ประโยชน์จากธัญพืชอย่างครบถ้วนควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโฮลเกรน ปราศจากน้ำตาลหรือปราศจากไขมัน แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็ไม่ได้ปราศจากพลังงานนะ ก่อนหยิบใส่ตะกร้าอย่าลืมพลิกดูปริมาณพลังงานให้ดีก่อนด้วย

                          ดูตารางข้อมูลโภชนาการ เพื่อให้รู้ว่ามีปริมาณ อะไรเท่าไร ในผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เราทราบว่าเราควรทานในปริมาณเท่าไร แล้วในปริมาณนั้นให้พลังงานเท่าไร
             
                         คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เป็นส่วนที่บอกปริมาณพลังงานทั้งหมด พลังงานจากไขมัน และปริมาณสารอาหารต่าง ๆ เช่น ไขมันทั้งหมด คอเลสเตอรอล โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร น้ำตาล โซเดียม รวมถึงพวกวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่เราจะได้จากการกินผลิตภัณฑ์อาหารนั้นต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยให้เราเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับภาวะสุขภาพได้ เช่น ผู้ที่มีปัญหาคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคอเลสเตอรอลหรือคอเลสเตอรอลต่ำ หรือหากต้องการควบคุมน้ำหนัก ก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีพลังงาน ไขมัน โซเดียม และน้ำตาลน้อย ๆ เป็นต้น

                          เพราะฉะนั้น เพื่อสุขภาพที่ดีในการเลือกผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและโภชนาการ เราจึงควรอ่านฉลากให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะตกหลุมพรางความถูกของแถม จนเราเสียเงินและยังถูกทำลายสุขภาพอีกด้วยนะ

        วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

        ดื่มนม ช่วยป้องกันโรคอ้วน


          ใครว่าการดื่มนมมีดีแค่ช่วยเพิ่มแคลเซียม ทำให้ตัวสูงได้อย่างเดียว ขอบอกว่าจริง ๆ แล้วยังช่วยป้องกันโรคอ้วนได้อย่างน่าอัศจรรย์ อ๊ะ...ถ้าไม่เชื่อก็ตามมาเลย 

                    นม เครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพและนิยมดื่มกันทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะวัยเด็กหรือหนุ่มสาว ก็ได้ประโยชน์จากการดื่มนมกันทั้งนั้น แล้วรู้กันหรือเปล่าว่าเจ้าเครื่องดื่มชนิดนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่ของมันในการเสริมแคลเซียมและเพิ่มวิตามินต่าง ๆ ให้ร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยป้องกันไม่ให้หนุ่ม ๆ สาว ๆ เป็นโรคอ้วนอีกด้วย ฮั่นแน่ ! สงสัยกันแล้วใช่ไหมคะว่ามันช่วยลดความอ้วนได้อย่างไร ก็ในเมื่อเคยได้ยินกันว่าดื่มนมมาก ๆ จะทำให้อ้วน เลิกสงสัยกันได้แล้วค่ะ เพราะเราไขความกระจ่างกันด้วยผลวิจัยที่เว็บไซต์ healthylnb.com  นำมาเสนอกัน ลองอ่านดูแล้วจะรู้ว่าการดื่มนมน่ะ ดีกว่าที่คิดซะอีก

                    การศึกษาล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันเปิดเผยว่า การดื่มนมนอกจากจะช่วยเสริมสร้างกระดูกแล้วยังช่วยป้องกันการเกิดโรคอ้วนได้ โดยการศึกษานี้ได้ทำการวิจัยจากการตอบแบบสอบถามของคนกว่า 7,173 คน เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสุขภาพโดยรวม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนที่ดื่มนมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 แก้ว จะมีความเสี่ยงเป็นโรคอ้วนต่ำกว่าผู้ดื่มนมหรือรับประทานเนื้อไก่ในปริมาณน้อยหรือไม่บริโภคเลย
           
                    แถมทีมนักวิจัยยังพบอีกว่าผลิตภัณฑ์จากนม หรือที่มีนมเป็นส่วนประกอบ ก็สามารถป้องกันโรคอ้วนได้เช่นกัน และควรจะมีนมเป็นหนึ่งในอาหารที่บริโภคทุกวันในปริมาณที่พอเหมาะ ที่น่าสนใจไปยิ่งกว่านั้นคือ ในการวิจัยยังแสดงให้เห็นอีกว่าผู้ที่ดื่มนมเป็นประจำทุกวันสามารถลดความเสี่ยงโรคอ้วนได้ถึง 37% แต่อย่างไรก็ตามผลการศึกษานี้พบแต่กับในผู้ที่ดื่มนมไขมันต่ำกว่า 3.4% เท่านั้น
                 ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้นมสามารถช่วยป้องกันโรคอ้วนได้ ก็มาจากสารอาหารสำคัญที่อยู่ในนมอย่างแคลเซียม พระเอกของเรานั่นเอง โดยเจ้าแคลเซียมนั้นมีส่วนในการช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ และการที่ร่างกายของเรามีระดับฮอร์โมนที่ปกติก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราสามารถควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่ดีต่อสุขภาพได้
             
                      นอกจากนี้นักวิจัยก็ยังได้แนะนำให้รับประทานอาหารเสริมแคลเซียมบ้าง แต่ก็ไม่ควรรับประทานแทนอาหารที่มีแคลเซียมสูง เพราะจะทำให้ไม่ได้รับสารอาหารที่ดีต่อร่างกายอย่างเช่นโปรตีน

        วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

        ลมหนาวมาแล้ว ระวังเสี่ยงป่วยไข้หวัดใหญ่


          กรมอนามัย ห่วงลมหนาวทำคนไทยเสี่ยงป่วยไข้หวัดใหญ่ แนะดูแลสุขภาพ (กระทรวงสาธารณสุข)

                    กรมอนามัย ห่วง สุขภาพคนไทยในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุเสี่ยงเจ็บป่วยง่าย โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ แนะดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ หมั่นออกกำลังกาย กินอาหารร้อน สร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย
                    เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2557 ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในช่วงฤดูหนาวอากาศเริ่มเย็นลง ทำให้เสี่ยงเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะคนไทยกลุ่มเด็กเล็กและผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพร่างกายเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ และไข้หวัดใหญ่ เพราะหากเกิดในช่วงหน้าหนาวอาจกลายเป็นโรคหลอดลมอักเสบและโรคปอดบวมได้ 

                    โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ จากรายงานสถานการณ์ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–13 ตุลาคม 2557 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 56,280 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 87.83 ต่อประชากรแสนคน โดยมีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่เสียชีวิต 63 ราย ซึ่งอาการของคนเป็นโรคไข้หวัดใหญ่จะเริ่มมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ไอ เมื่อมีอาการควรนอนพักผ่อนให้มาก ดื่มน้ำบ่อย ๆ ถ้าตัวร้อนมากควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัวหรือกินยาลดไข้ อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น ภายใน 2–7 วัน แต่หากมีอาการไอมากขึ้น หรือมีไข้สูงนานเกิน 2 วัน ควรไปพบแพทย์

                    ดร.นพ.พรเทพ กล่าวต่อไปว่า การสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย จึงเป็นสิ่งสำคัญด้วยการออกกำลังกายซึ่งสามารถทำได้สม่ำเสมอ อาทิ เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ขี่จักรยาน เล่นกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อนเอง รำมวยจีน หรือทำงานบ้าน กวาดบ้าน ถูบ้าน เป็นการเริ่มต้นออกกำลังกาย ควรเริ่มจากเบา ๆ ระยะเวลาน้อย ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มเวลาขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายปรับตัว จากนั้นจึงเพิ่มความแรงหรือความหนักและการออกกำลังกายในแต่ละครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องหนักและเหนื่อยมาก จนรู้สึกหายใจเร็ว และไม่ต้องถึงกับหอบอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน ๆ ละ 30 นาที ก็เพียงพอที่จะเกิดภูมิคุ้มกัน 

                    ที่สำคัญควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะประเภทผัก และผลไม้สดที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง จะมีส่วนช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคระบบทางเดินหายใจและป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ อีกทั้งควรกินอาหารปรุงสุก อุ่นให้ร้อน เพื่อเพิ่มอุณหภูมิความร้อนให้กับร่างกายเพื่อคลายหนาวได้อีกทางหนึ่ง ทำให้มีสุขภาพที่ดีตลอดไป

                    "สำหรับคุณแม่มือใหม่ต้องดูแลลูกเป็นพิเศษ เพราะสภาพอากาศที่หนาวเย็นอาจทำให้ลูกปากแห้งแตก จึงควรให้ลูกดื่มนมจากเต้าบ่อย ๆ วันละ 6–8 ครั้ง เนื่องจากนมแม่เป็นสารอาหารที่สำคัญและสร้างภูมิคุ้มกัน และต้านทานโรคที่ดีที่สุดให้กับทารก ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับระบบทางเดินหายใจ อีกทั้งยังกำจัดเชื้อโรคแบคทีเรียและไวรัสที่ติดอยู่บนเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ยากขึ้น และในช่วงที่แม่ให้นมลูกอ้อมกอดของแม่จะช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับลูกด้วย ส่วนผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำในเวลากลางคืน หรือถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ควรยืดเส้นยืดสายเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายก่อนอาบน้ำ และสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด" อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด



        วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

        น้ำ...ขาดไม่ได้เมื่อออกกำลังกาย


          เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า "น้ำ" เป็นองค์ประกอบหลักและมีความสำคัญต่อร่างกายคนเราเป็นอย่างมาก ช่วยในระบบไหลเวียนของเลือด รวมไปถึงช่วยระบายความร้อนจากร่างกาย ซึ่งสำหรับคนออกกำลังเป็นประจำ นั่นคืออีกเหตุผลที่เรา...ขาดน้ำไม่ได้เด็ดขาด

           น้ำกับร่างกาย

                    โดยปกติแล้วร่างกายคนเราจะมีการสูญเสียน้ำประมาณวันละ 2,300 มิลลิลิตร ทั้งการสูญเสียน้ำทางปัสสาวะ 1,400 มิลลิลิตร ทางอุจจาระ 100 มิลลิลิตร ระเหยออกทางเหงื่อและลมหายใจ 800 มิลลิลิตรโดยประมาณ ดังนั้นร่างกายจึงจำเป็นจะต้องได้รับน้ำจากภายนอกประมาณวันละ 2,000 มิลลิลิตร หรือประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน จึงจะเกิดความสมดุลของน้ำภายในร่างกาย

                    แต่ในขณะที่ระหว่างการออกกำลังกายจะมีการสูญเสียน้ำเพิ่มขึ้น เนื่องจากการระเหยของเหงื่อเพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย แม้ว่าไตจะได้ทำหน้าที่ดูดน้ำกลับแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยได้เพียงพอ ยิ่งถ้าออกกำลังกายท่ามกลางอากาศที่ร้อนและอบอ้าว อาจมีการสูญเสียน้ำออกจากร่างกายได้มากถึง 3 ลิตรได้ ดังนั้นระหว่างการออกกำลัง
          กาย จำเป็นต้องดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้เซลล์กล้ามเนื้อทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์


             ผลกระทบของการขาดน้ำ

                       ระบบการไหลเวียนเลือดบกพร่อง ทั้งการลำเลียงสารอาหาร-ออกซิเจนให้แก่เซลล์กล้ามเนื้อ และประสิทธิในการระบายของเสียรวมไปถึงความร้อนออกจากเซลล์ลดลง

                       การทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อลดลงและกล้ามเนื้อจะอ่อนล้าง่าย

                       การระบายความร้อนออกจากร่างกายลดลง อุณหภูมิร่างกายขึ้นสูงจนเกิดการเจ็บป่วยได้

             วิธีการให้น้ำในการออกกำลังกาย

                       ก่อนออกกำลังกาย ประมาณ 20 นาที ควรดื่มน้ำเย็นที่สะอาดประมาณ 400 มิลลิลิตร ซึ่งกว่าน้ำจะผ่านจากกระเพาะลงสู่ลำไส้เล็กเพื่อถูกดูดซึมจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ไม่ควรดื่มน้ำมาก ๆ ทันทีก่อนออกกำลังกาย เพราะจะทำให้จุกเสียดท้องและยังไม่ถูกดูดซึมจากลำไส้ด้วย

                       ระหว่างออกกำลังกาย ถ้าใช้เวลาน้อยกว่า 30 นาที ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำในระหว่างนี้ ให้ดื่มเมื่อการออกกำลังกายสิ้นสุดทันที แต่ถ้าใช้เวลานานกว่า 30 นาที ควรดื่มน้ำทดแทนเป็นระยะ ๆ ให้ดื่มครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ เพื่อไม่ให้เกิดอาการจุกแน่น

                       หลังการออกกำลังกาย ประมาณ 30 นาทีปริมาณน้ำที่ควรดื่มทดแทน ประมาณ 500 มิลลิลิตร เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไปกับเหงื่อ

          วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

          ขนมกรุบกรอบภัยร้ายใกล้ตัว


          /data/content/25722/cms/e_fgiklnuz5678.jpg

          ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ส่วนตัวแล้วไม่ได้มีความคิดจะต่อต้านการรับประทานขนมของน้องๆ หนูๆ นะคะ เพราะขนมก็เหมือนกับอาหารประเภทอื่นๆ คือบางชนิดมีประโยชน์และบางชนิดรับประทานแล้วก็ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย ที่เห็นโดยทั่วไปก็คือ คุณพ่อคุณแม่มักจะคิดว่า การให้ลูกตัวเล็กรับประทานอาหารขนมขบเคี้ยว ขนมหวานหรือแม้แต่ไอศกรีมแค่ไม่กี่ครั้งต่อเดือน ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกและผิด
                    
                    ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า ถ้าสังเกตดูชั้นขายนมตามซูเปอร์มาเก็ตเราจะพบว่า มีนมชนิดที่ lactose free กับนม whole milk หรือจะนมไขมัน 0% ขณะที่วางอยู่ใกล้ๆ กันคือ น้ำนมถั่วเหลือง สำหรับเด็กที่แพ้นมวัว นั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า เด็กสามารถพัฒนาการแพ้อาหารและสารอาหารได้ตั้งแต่ยังแบเบาะ ในทางตรงข้ามเด็กบางคนก็ไม่ได้มีอาการแพ้สารอาหารชนิดใดเลย ยังคงรับประทานนมวัวได้ตามปกติ นั่นก็เป็นเพราะ ความถี่และความทนของเด็กแต่ละคนมีไม่เท่ากัน เด็กบางคนสามารถรับประทานอาหารบางประเภทได้ แต่เด็กบางคนก็รับประทานไม่ได้ เพราะเมื่อรับประทานแล้วร่างกายจะแสดงผลออกมาโดยทันที รวมถึงจำนวนหรือปริมาณที่รับประทานเข้าไปก็ย่อมส่งผลเช่นเดียวกัน จะพบได้ว่า เด็กบางคนรับประทานน้อยแต่ก็แพ้ แต่เด็กบางคนรับประทานมากแต่ไม่แพ้ เป็นต้น
                    
                    เมื่อตอนที่แล้ว ได้เกริ่นถึงตัวร้ายทำลายสมองซึ่งนั่นก็คือ น้ำตาลและสารปรุงแต่งอาหาร ซึ่งสามารถอธิบายได้คร่าวๆ คือ เมื่อเรารับประทานน้ำตาลที่ไม่ดี หรือสารปรุงแต่งที่ไม่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย จะทำให้ชีวเคมีของร่างกายทำงานไม่สมดุล ดังนั้น สมองในฐานะตัวควบคุมจะรีบส่งสัญญาณไปยังต่อมหมวกไต (เนื่องจากต่อมหมวกไตมีหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนที่จะเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมันและโปรตีน ทำให้จำนวนกลูโคส ซึ่งถือว่ามีความสำคัญในการทำงานของสมองมีจำนวนเพิ่มขึ้น ส่วนไกลโคเจนจะถูกสะสมในตับมากขึ้น)  เมื่อต่อมหมวกไตได้รับสัญญาณก็จะผลิต stress hormone (หรือฮอร์โมนแห่งความเครียด) ออกมา เมื่อ stress hormone ออกมามากทำให้สมองส่งคำสั่งไปยังร่างกายส่วนต่างๆ ให้เคลื่อนไหวเพื่อลดภาวะความเครียดนั้น เพราะสมองรู้ว่า การเคลื่อนไหวเป็นการปรับให้ชีวเคมีของร่างกายกลับมาสู่จุดสมดุล
                    
                    ดังนั้น เราจะพบว่า เด็กที่ชอบรับประทานขนมหรืออาหารที่มีส่วนประกอบเหล่านี้มากๆ ตั้งแต่ยังเล็กๆ กลับกลายเป็นเด็กที่ชอบวิ่งไปมา อยู่ไม่นิ่ง กระโดด ไม่นั่งอยู่กับที่ และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมเด็กเหล่านี้จึงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเด็กสมาธิสั้นเมื่อโตขึ้น
                    
                    มหาวิทยาลัย Yale ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับระดับน้ำตาลในสมองของเด็กที่รับประทานขนมเป็นประจำ (คือมากกว่า 5 ครั้งต่อสัปดาห์) กับเด็กปกติแล้วพบว่า เด็กที่รับประทานขนมมีคะแนนน้อยกว่าเด็กปกติในด้านการเรียนและสมาธิในการเรียน รวมถึงเด็กเหล่านี้มักจะมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น พูดเร็ว วิ่งไปมา ไม่สนใจเรียน หลังจากที่รับประทานขนมผ่านไป 3 ชั่วโมง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงทันที และมีแนวโน้มที่จะรับประทานขนมมากขึ้นเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่

          วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

          คอเลสเตอรอล ภัยเงียบ (ร้าย) ใกล้ตัว!

          คอเลสเตอรอล ภัยเงียบ (ร้าย) ใกล้ตัว!



              ช่วงหลัง ๆ นี้ผมได้มีโอกาสติดตามข่าวสารทางหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะข่าวสารเรื่องสุขภาพที่มักจะติดอ่านเป็นพิเศษ เพราะตัวผมมีปรัชญาในการใช้ชีวิตว่า จะพยายามดูแลร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงรับปี 2010 และดียิ่ง ๆ ขึ้นตลอดไป ระหว่างที่อ่านข่าวทำให้รู้ว่าพักหลังผู้คนทั่วโลก มักป่วยเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดมากทีเดียว ทั้งในยุโรป อเมริกา และแถบเอเชีย และในแต่ละปี โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ในเมืองไทย

                      ส่วนสาเหตุนั้นก็มาจากหลาย ๆ ปัจจัยด้วยกันหนึ่งในนี้คือ การที่ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นจนเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมา ฟังแล้วประมาทไม่ได้จริง ๆ เมื่อรู้เช่นนี้แล้วทำให้พวกเรายิ่งต้องเพิ่มการดูแลใส่ใจสุขภาพกันมากเป็นพิเศษ ต้องหมั่นออกกำลังกาย และไม่กินอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าประเดี๋ยวโรคภัยจะถามหาเสียก่อน

                      ผศ.ดร.ศรีวัฒนา ทรงจิตสมบูรณ์ สำนักงานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจไว้ในเว็บไซต์ www.healthsquare.org ว่าคอเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายใช้สร้างเป็นเยื่อบุเซลล์ สร้างเป็นฉนวนหุ้มเส้นประสาท สร้างฮอร์โมนต่าง ๆ ที่สำคัญคือฮอร์โมนเพศ 

                      นอกจากนี้ยังใช้สร้างเกลือน้ำดีซึ่งช่วยในการย่อยอาหาร ร่างกายของเราได้รับคอเลสเตอรอลจาก 2 ทาง คือ

                       1.อาหารที่มาจากสัตว์ ทว่าอาหารที่มาจากพืชไม่มีคอเลสเตอรอล อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงอย่างเห็นได้ชัดคือ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง และสัตว์ที่มีกระดอง เป็นต้น

                       2.ร่างกายสร้างขึ้นเองที่ตับ เมื่อตับได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหารมาก การสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตับจะลดลง ในทางกลับกันถ้าลดปริมาณคอเลสเตอรอลในอาหาร ตับจะสร้างคอเลสเตอรอลขึ้นมาได้

                      สำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Cardiovascular Disease ซึ่งความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้เกี่ยวข้องกับระดับคอเลสเตอรอลในเลือดอย่างมาก ที่ผ่านมามีการทดลองมากมายที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างระดับคอเลสเตอรอลในเลือดกับการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด

                      จากการทดลองในปัจจุบันหลายครั้งพบว่าระดับไขมันในเลือดสูงยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคอื่น ๆ ได้อีก เช่น โรคสมองเสื่อม เป็นต้น ผลการวิจัยในต่างประเทศยังบ่งชี้ด้วยว่าการลดลงของคอเลสเตอรอลทั้งหมดทุก ๆ 1 เปอร์เซ็นต์ จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้ถึง 2 เปอร์เซ็นต์

                      ผมนึกถึงคำพูดที่กล่าวไว้ว่า You are what you eat ผมคิดว่าคงจะเป็นเรื่องน่ายินดีต่อสุขภาพอย่างยั่งยืนเลยล่ะครับ หากเรารู้จักรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ อาหารที่ว่านี้คืออาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว และมีระดับคอเลสเตอรอลต่ำ รวมทั้งอาหารที่มีเส้นยอาหารสูง ผมได้ยินมาว่าชาวต่างประเทศไม่น้อยเริ่มหันไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่มีส่วนผสมของ Plant Stanol Ester ซึ่งที่ผ่านมาในต่างประเทศมีบางคนก็เริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีส่วนผสมดังกล่าว เพราะมองว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ควรคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ

                      บางทีผมก็สงสัยเหมือนกันว่า เมื่อคอเลสเตอรอลสูงแล้วทำให้เกิดโรคหัวใจได้อย่างไร เมื่อได้อ่านข้อมูลที่เป็นเอกสารจากมูลนิธิหัวใจได้อย่างไร เมื่อได้อ่านข้อมูลที่เป็นเอกสารจากมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย จึงได้ทราบว่าปกติภายในหลอดเลือดจะมีผิวเรียบลื่นสม่ำเสมอ แต่เมื่อมีคอเลสเตอรอลมาจับที่ผนังหลอดเลือดจนพอกหนาเป็นตะกรันไขมัน (Plague) การสะสมของตะกรันไขมันทำให้หลอดเลือดค่อย ๆ ตีบลง ดังนั้น หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อดันให้เลือดเคลื่อนที่ผ่านไปได้ ตะกรันไขมันสามารถขวางกั้นระบบไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดใหญ่ที่ไปเลี้ยงหัวใจ หรือสมองทำให้อวัยวะขาดเลือด เกิดกล้ามเนื้อหัวใจวาย หรือหลอดเลือดในสมองตีบได้

                      ส่วนแนวทางการป้องกันไม่ให้เป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจก็คือ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และควบคุมน้ำหนักตัว รวมทั้งออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่จะช่วยให้มีสุขภาพดี ตามที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว

                      ตอนที่ผมคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ www.heartandcholesterol.com จึงได้รู้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า วิธีการกินอาหารเพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดนั้น สามารถทำได้ นั่นคือการรับประทานคอเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 200 มิลลิกรัม เมื่อคุณรับประทานอาหารในแต่ละวัน ซึ่งให้พลังงานรวมอย่างเพียงพอแล้ว คุณก็ต้องรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับปกติเช่นกัน

                      ไม่เพียงแต่เท่านี้คุณยังต้องรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic Acid) โดยสม่ำเสมอ ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 50 ในน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด ทั้งนี้การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไลโนเลอิกประมาณร้อยละ 7-10 ของพลังงานที่ได้รับ (เช่น วันหนึ่งต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี ควรได้กรดไลโนเลอิกประมาณ 16-22 กรัม ซึ่งได้จากน้ำมันถั่วเหลืองประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ) จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ เพราะมีการเปลี่ยนคอเลสเตอรอลอิสระ ให้เป็นคอเลสเตอรอลไลโนเลเอทเพิ่มขึ้น ทำให้มีการเผาผลาญคอเลสเตอรอลที่ตับเพิ่มมากยิ่งขึ้น

                      ที่สำคัญคือ คุณต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีมันติดมาก ๆ เช่น หมูสามชั้น เพราะกรดไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่ ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คอเลสเตอรอลเป็นภัยร้ายใกล้ตัว เราต้องรู้เท่าทัน อย่าปล่อยให้คุกคามคุณจนถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ อยากแนะนำให้คุณถือโอกาสหลังปีใหม่นี้ เริ่มปฏิวัติเรื่องการกินและการดูแลตัวเองอย่างจริงจัง

                      Plant Stanol คือสารสกัดซึ่งมีส่วนช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอล โดยจะทำงานกับระบบในร่างกายเพื่อป้องกันการดูดซึมไขมันเลว ไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือด สกัดมาจากพืชธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ในข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวไรย์ และพืชอื่นๆ อีกหลายชนิด ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลได้
            คุณระดับไขมันในเลือดให้ปกติ

                       1.หลีกเลี่ยงอาหารพวกไข่แดง เครื่องในสัตว์ เนื้อติดมัน สมองสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด

                       2.หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัว เช่น เนย ควรใช้ไขมันไม่อิ่มตัว อย่างเช่น น้ำมันรำข้าวแทน

                       3.ลดการบริโภคน้ำตาล และของหวานต่าง ๆ

                       4.เปลี่ยนวิธีการปรุงอาหารเป็น นิ่ง ต้ม ย่าง อบ แทนการทอดหรือผัด

                       5.รับประทานผักและผลไม้ที่มีใยอาหารสูง เช่น ผักคะน้า ผักกาด ส้ม ฝรั่ง

                       6.ควบคุมน้ำหนักอย่าให้มากเกินไป

                       7.ออกกำลังกายกายให้สม่ำเสมอ

                       8.ตรวจเช็คร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

          วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557

          ดื่มชาอย่าใส่นม รักษาคุณค่าต่อหัวใจ

          ดื่มชาอย่าใส่นม รักษาคุณค่าต่อหัวใจ



             งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า ชาช่วยทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และทำให้เส้นเลือดใหญ่ขยาย อย่างไรก็ดี นักวิจัยจากโรงพยาบาลคาริตของมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เยอรมนี กลับพบว่า การใส่นมทำให้ประโยชน์ของชาในการปกป้องโรคหัวใจหมดไป

                      ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีการบริโภคมากที่สุดทั่วโล กรองจากน้ำ ดังนั้น ประโยชน์ของชาจึงมีความสำคัญในแง่สาธารณสุข กระนั้น จนถึงขณะนี้กลับไม่มีใครรู้ว่า การเติมนมลงไปในชาจะให้ผลอย่างไร

                      โดย ดร.เวเรนา สแตงล์ ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจของโรงพยาบาลคาริต และทีมนักวิจัยพบว่า โปรตีน casein ในนมทำให้ปริมาณสาร catechin ที่มีฤทธิ์ปกป้องโรคหัวใจลดลง

                      นักวิจัยทีมนี้เชื่อว่า ผลการค้นพบซึ่งตีพิมพ์อยู่ในวารสารยูโรเปียน ฮาร์ต เจอร์นัล สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดประเทศอย่างอังกฤษที่ประชาชนนิยมดื่มชาใส่นม จึงไม่มีสถิติว่า การดื่มชาช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ

                      นักวิจัยเปรียบเทียบผลต่อสุขภาพจากการดื่มน้ำอุ่น ชาแบบเติมนมและไม่เติมนมกับผู้หญิงสุขภาพดี 16 คน โดยใช้อัลตราซาวด์ดูเส้นเลือดใหญ่บริเวณข้อมือก่อนและหลังดื่มชา 2 ชั่วโมง

                      สิ่งที่พบคือ ชาดำทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับการดื่มน้ำอุ่น แต่เมื่อเติมนมลงไป คุณประโยชน์นั้นจะหายไปทันที

                      การทดสอบกับหนูได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน กล่าวคือการกินชาดำ กระตุ้นให้ร่างกายของหนูผลิตสารไนตริกออกไซด์ที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว แต่เมื่อเติมนมลงไปในชา ปรากฏว่าไม่มีปฏิกิริยาดังกล่าวเกิดขึ้น

                      นอกจากนั้น ยังเป็นที่รู้กันว่าชามีฤทธิ์ต่อต้านโรคมะเร็ง การศึกษานี้จึงอาจมีนัยต่อเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

                      "การที่เติมนม ทำให้กิจกรรมชีวภาพของสารประกอบในชาเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงมีแนวโน้มว่า ผลในการต่อต้านเนื้อร้ายของชาอาจมีปฏิกิริยากับนมเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงควรศึกษาต่อไปเพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างการดื่มชากับการต่อต้านมะเร็ง ว่า การเติมนมส่งผลแบบเดียวกับกรณีนี้ด้วยหรือไม่" ดร.สแตงล์ทิ้งท้าย 

          วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

          เรื่องขิงๆ

          เรื่องขิงๆ


            ขิงมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพซึ่งคุณอาจยังไม่รู้...

             ช่วยย่อยอาหาร

                    ขิงสดมีคุณสมบัติขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ ช่วยย่อยอาหารแก้คลื่นไส้อาเจียน เนื่องจากทานมากจนเกินไป หรือถ้าเมารถ นำขิงมาทุบให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำมะนาวครึ่งช้อนโต๊ะ และเกลือประมาณหยิบมือ ดื่มทันทีจะช่วยลดแก๊ส แก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ

             คลายเครียด

                    ขิงช่วยให้จิตใจผ่อนคลายสดชื่น โรยขิงแก่บดละเอียด 2 ช้อนโต๊ะพูน ๆ เบคกิ้งโซดาในปริมาณเท่ากันลงในอ่างน้ำอุ่น นอนแช่ในอ่าง ปล่อยตัวตามสบายหลับตาและสูดหายใจเอาไอระเหยที่โชยขึ้นมาเป็นเวลา 15 นาทีจะช่วยให้ความกังวลต่าง ๆ หายไป คุณจึงรู้สึกผ่อนคลาย

             แก้หวัดด้วยขิง

                    ขิงช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคแก้หวัดคัดจมูก หั่นขิงเป็นแว่น ๆ 4 ชิ้น ผสมกับลูกผักชีคั่วจนเหลืองครึ่งถ้วย ตามด้วยน้ำครึ่งลิตร นำไปต้มจนกระทั่งน้ำงวดลงครึ่งหนึ่ง จากนั้นกรองเอาแต่น้ำเติมน้ำผึ้งลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ ดื่มวันละ 3 ครั้ง ครั้งละหนึ่งถ้วยเวลาเป็นหวัด

             บรรเทาปวดกล้ามเนื้อ

                    ในขิงมีน้ำมันหอมระเหย ใช้นวดตัวหลังออกกำลังกาย น้ำมันที่ซึมซาบเข้าสู่ผิวจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย หยดน้ำมันขิงหอมระเหย 5 หยดผสมกับน้ำมันเมล็ดองุ่น 15 มิลลิลิตร นำมานวดเท้า แขน ขา หรือไหล่ที่ปวด

             กระตุ้นให้เลือดไหลเวียน

                    ด้วยการเติมขิงในอาหาร ถ้าคุณมีอาการมือเท้าเย็นการรับประทานขิงจะช่วยให้เส้นเลือดขยายตัว เลือดจึงไหลเวียนสะดวกไปทั่วร่าง รับประทานขิงสดหรือแก่สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

          วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

          เกร็ดความรู้ เกี่ยวกับน้ำตาลในผัก

          เกร็ดความรู้ เกี่ยวกับน้ำตาลในผัก



          จริงอยู่ที่ว่าผักดีต่อ สุขภาพ คุณวิเศษของผักมีมากมาย แต่สำหรับคนที่เป็น โรคเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลเป็นพิเศษ อาจไม่เหมาะกับผักบางชนิด เกร็ดความรู้ สาระน่ารู้ ความรู้รอบตัว วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ ในการเลือกกินผักมาฝากกัน 
                     

                    ผักที่มีน้ำตาล 3-5 เปอร์เซ็นต์ 

                    มะเขือ น้ำเต้า ใบตังโอ๋ ผักกาดขาว ผักกระเฉด แตงกวา บวบ ผักโขม ผักบุ้ง หน่อไม้ หัวผักกาดขาว ฟักเขียว ผักกาดหอม ผักบุ้งจีน ยอดฟักทอง เห็ดบัว แตงร้าน ผักตำลึง ผักกาดขาวปลี ขึ้นฉ่าย มะระ ถั่วงอก ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า กุยช่าย สายบัว ชะอม ดอกหอม กะหล่ำปลี 

                    ผักที่มีน้ำตาล 5-10 เปอร์เซ็นต์ 

                    ฝักถั่วลันเตา ใบชะพลู ต้นหอม ดอกกะหล่ำ ถั่วแขก ผักโขม หอมใหญ่ ใบทองหลาง ดอกโสน ถั่วพู มะรุม ดอกแค ขิง หน่อไม้ ข้าวโพดอ่อน หัวปลี กระเจี๊ยบ มะละกอดิบ ใบกระถิน ยอดและฝักอ่อนกระถิน 

                    ผักที่มีน้ำตาล 15-20 เปอร์เซ็นต์ 

                    ดอกขี้เหล็ก เมล็ดถั่วลันเตา ใบมะขามอ่อน ใบย่านาง ผักหวาน ลูกเนียง มันฝรั่ง 

                    ผักที่มีน้ำตาล 20-30 เปอร์เซ็นต์ 

                    กระจับ กลอย เผือก มันเทศ ใบขี้เหล็ก แห้วจีน 


                    อ่านกันมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ขอฟันธงกันชัดๆ เลยว่า ผักในกลุ่มที่มีน้ำตาล 20-30เปอร์เซ็นต์ ไม่เหมาะกับคนเป็นโรคเบาหวาน องเช็คดูนะคะควรลดผักอะไรที่เป็นของชอบบ้าง